Apilas's profileABC worldPhotosBlogLists Tools Help

Apilas Nukulkarn

April 24

ไทยประกันชีวิต

เอาอีกแล้ว....ทำโฆษณากระชากวิญญาณอีกแล้วนะ T_T

จำได้ว่าอันแรกก็ปู่ชิว...ปู่คนนึงที่ทำน้ำซุปแล้วเดินขึ้นไปสีซอบนยอดเขาทุกเช้าที่หน้าหลุมศพภรรยา

ต่อมาเป็น"เราเกิดมาทำไม"...หมอคนนึงเล่าถึงผู้หญิงที่มาคลอดลูกแล้วพาลูกหนีออกจากโรงบาลทันที ตอนแย่งลูกกับพยาบาล หญิงคนนั้นพูดแต่ว่า"ไม่มีเวลาแล้ว"...สุดท้ายหญิงคนนั้นอุ้มลูกที่เพิ่งเกิดไปหาพ่อที่กำลังนอนสาหัสอยู่ในโรงบาล.....คำถามที่อยู่ในใจหมอคนนั้นคือ "คนเราทุกคนเกิดมาเพื่ออะไร เพื่อใคร" <---ประมาณนี้มั๊ง ไม่ค่อยแน่ใจตอนท้าย ^^'

เท่านั้นยังไม่พอ...พ่อคนหนึ่งขับรถกำลังจะไปดูคอนเสิร์ตลูกตัวเอง...เมื่อก่อนพ่อคนนี้ดุและตวาดลูกตัวเองโดยเฉพาะเรื่องที่ลูกตัวเองเล่นดนตรี(แล้วการเรียนคงจะไม่ค่อยดี) จนสุดท้ายลูกก็หนีออกจากบ้านไป แต่วันนึงพ่อก็ได้บัตรคอนเสิร์ตของลูกตัวเองแล้วขับรถออกจากบ้านเพื่อจะไปดูคอนเสร์ต ในใจผู้เป็นพ่อคงปลื้มไม่เบา แต่แล้ว...รถหกล้อก็พุ่งเข้าชนเต็มๆ

จนเพิ่งมาดูอันล่าสุดตอนกลับจากอังกฤษ...หญิงชราวัยหกสิบกว่าคนนึงพยายามจะเล่นเปียโนทั้งที่เป็นอัมพาสซีกขวา มือขวาใช้การไม่ได้ (อดีตหญิงคนนี้เคยเป็นนักเปียโน)...ในอีกมุมนึงนางพยาบาลผู้ดูแลหญิงชราคนนี้ แอบเรียนเปียโนด้วยตัวเองเป็นเวลาห้าปี...แล้วมือสองมือจากคนสองคนก็เล่นเปียโนกันจนถึงทุกวันนี้



โฆษณาแต่ละอันนะ...ดูแล้วน้ำตาจะไหล บริษัททำโฆษณาก็ช่างคิดออกมาสะเทือนใจซะเหลือเกิน T_T
April 04

ผู้ดีอังกฤษ...จริงเหรอ?

ขอออกตัวไว้ก่อนเลยว่า ไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อชาวอังกฤษแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าอยากระบายในสิ่งที่เจอมาแค่นั้นเอง...
 
สงสัยคงเพราะตั้งความหวังกับคนประเทศนี้ไว้สูงเกินไปเองมั๊ง เลยทำให้พอเจอสิ่งต่างๆ แล้วเซ็งเอาง่ายๆ
เริ่มจากสิ่งที่เจอทุกวันก่อนละกัน...เคยเจอกันมั๊ย  ฝรั่งแซงคิว -_-' ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่โดนแซงคิวไปนับไม่ถ้วน  ก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่าทำไม โดนตั้งแต่ตอนจะขึ้นรถรับส่ง ไปจนถึง รถเม รถไฟ ตอนเข้าคิวซื้ออาหารก็โดนบ้างเหมือนกัน :S ไม่น่าเชื่อนะ  แต่มันเกิดขึ้นแล้ว
 
เรื่องต่อมา ทิ้งขยะไม่เป็นที่...คนที่นี่ทิ้งขยะบนรถเมรถไฟกันเยอะมาก  เรียกได้ว่าเห็นเกือบทุกวันที่อยู่ที่นี่ พวกหนังสือพิมพ์ที่อ่านแล้ว พวกกระดาษ/ใบปลิวต่างๆ หรือแม้แต่ขวดน้ำ ส่วนคนสูบบุหรี่ก็ทิ้งลงพื้นเลย บางคนกินน้ำหมดก็วางขวดทิ้งไว้ตามที่ต่างๆ บางคนแย่กว่านั้น โยนกระป๋องลงไปที่ถนนเลย(อันนี้เห็นจะๆ กลาง Oxford Street)...อาจจะเถียงว่านักท่องเที่ยวมั๊งที่ทิ้ง  อันนี้ไม่รู้เหมือนกัน แต่ผมว่ามันก็ต้องมีคนอังกฤษแท้ๆบ้างแหละ  แล้วก็ยังเห็นคนถุยน้ำลายบนถนนออกเยอะแยะ..แต่ส่วนใหญ่ที่เห็นน่าจะเป็นพวกคนงานซะเป็นส่วนใหญ่
 
ไม่ค่อยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่....อันนี้พูดยาก (เพราะคนกรุงเทพก็เป็น) แต่ที่นี่มีเคสหนักหน่อยคือประเภท เอากระเป๋าวางที่เก้าอี้ พอเด็กขึ้นมาหรือคนแก่ขึ้นมาก็เฉย ไม่เอากระเป๋าออกซะงั๊น ส่วนเรื่องเอื้อเฟื้อที่นั่งให้สตรีนั้น ฝรั่งคงไม่เป็นกัน เพราะว่าเค้าถือว่าเท่าเทียมกัน(มั๊ง) บางคนก็นั่งกินที่ซะสองที่เลยก็มี แต่จะว่าไป คนที่นี่บางคนก็ไม่ค่อยนั่งตอนขึ้นรถไฟซักเท่าไหร่  เค้าเลยไม่หลบให้เพราะคิดว่าคนที่ยืนก็คงไม่อยากนั่งหรอกมั๊ง ถึงได้ยืนโหนอยู่นั่น....แต่บางคนดีๆก็มีนะ เห็นบ้างเหมือนกัน ที่ลุกให้คนแก่หรือเด็กนั่ง
 
ส่วนเรื่องสุดท้าย...มันอาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่มันไม่ตลกด้วยสำหรับผม เรื่องสุดท้ายนี้คือ เวลาเราถ่ายรูปนั้นคนทั่วๆไปพอเห็นว่าเราจะถ่ายรูปก็น่าจะหลบให้ แต่คนที่นี่ พอเห็นเรายกกล้องขึ้นมาเล็ง ก็วิ่งเข้ามาเล่นหูเล่นตาอยู่หน้ากล้อง บางคนเข้ามาตะโกนใส่หน้าเลนส์(ไม่รู้มันจะทำไปทำไม) บางคนพอเราเล็งๆอยู่ ก็เดินมาบังซะอย่างงั๊น มายืนแอ๊คท่าให้ถ่ายรูป บางคนก็เรียกเพื่อนเข้ามาเป็นหมู่มาขวางหน้ากล้อง   บางคนก็ชะโงกหน้าเข้ามาบังหน้าเลนส์ซะงั๊น ลองนึกภาพว่ากำลังกดชัตเตอร์ค้างไว้ 10 วิ ท่ามกลางลมแรงที่อุณหภูมิ 10 องศา  พอวินาทีที่ 8 มีผู้ดีอังกฤษคนนึงชะโงกหน้ามาบังเลนส์แล้วหัวเราะใส่หน้ากล้อง....คุณว่ามันน่าตลกด้วยมั๊ยอ่ะ 
 
อีกอย่างนึงเท่าที่ผมเคยเจอมานะ ถ้าเป็นอเมริกานั้น ถ้าใครที่เค้าสนใจกล้องเรามากๆ เค้าจะเดินเข้ามาใกล้ๆ แล้วยืนรอให้เราถ่ายรูปเสร็จก่อน จึงเดินเข้ามาถาม แต่ที่นี่ เมื่อคืนนี้เลย กำลังเล็งๆอยู่ มาตะโกนข้างหลัง ถามว่าทำอะไร ทำไมต้องใช้กล้องใหญ่แบบนี้ ทำไมต้องใช้ขาตั้ง  คนกำลังเล็งๆเตรียมถ่ายรูปอยู่ น่ารำคาญจริงๆเลย

ต้องขอโทษด้วยสำหรับคนที่ชอบหรือหลงรักอังกฤษอย่างมากมาย...พอดีมันก็แค่ที่ผมเจอมาแค่นั้นเอง  อาจเป็นแค่ส่วนน้อยก็ได้ บังเอิญผมมันดวงไม่ดี เจอแต่อะไรแย่ๆแบบนี้เอง T_T
 
ป.ล. เรื่องทั้งหมดที่ผมเล่ามานั้น แทบไม่เคยเจอที่อเมริกาเลย น่าแปลกดีมั๊ย....หรือเพราะปีนี้ดวงไม่ดีเองหนอ
March 27

กับวันที่อายุครบ 25 ปีบริบูรณ์(18 มีนา 2549)

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2549 นี้....มีอะไรเกิดขึ้นนิดหน่อยเลยอยากเขียนเอาไว้ให้ตัวเองจำเล่นๆ

- ทำแกงเขียวหวานหม้อแรกในชีวิต รสชาติไม่น่าเกลียดนัก....เรียกได้ว่าหลับตากินแล้วรู้ว่านี่คือแกงเขียนหวาน ^^' ที่ได้แบบนี้ก็คงเพราะโลโบนั่นเอง
- เป็นครั้งที่สาม ที่อยู่เมืองนอกตอนวันเกิด แต่เป็นครั้งแรกในลอนดอน
- บอกกับตัวเอง(และน้องที่มาหา)ว่า วันพรุ่งนี้ถ้าไม่รู้ทำอะไรจะนอนทั้งวัน.....แล้วคำพูดนั้นก็เป็นจริง...ได้นอนทั้งวันจริงๆ นอนไปสามวันเลย เพราะว่าไม่สบาย ซึ่งเริ่มไม่สบายตั้งแต่วันเสาร์ตอนเย็นๆ :S พูดคำไหนคำนั้นจริงๆเลยแฮะ สงสัยคงมีการเข้าใจผิด...โชคชะตาคงนึกว่าที่พูดไปว่าจะนอนทั้งวันนั้นเป็นคำขอในวันเกิด เลยประทานโรคภัยไข้เจ็บให้ซะเลย -_-'

หมดแล้วสำหรับวันเกิดในปีนี้ แต่สิ่งที่ต่อจากนั้นคือนอนป่วยยาวไปถึงวันพุธเลย แล้วก็ยังไม่หายจนถึงวันนี้(วันพฤหัสตอนกลางคืน)
March 18

คอเลสเตอรอลในอาหาร

ไปอ่านเจอในเวบบอร์ดแห่งหนึ่ง เห็นว่าน่าสนใจดีเลยเอามาใส่ไว้ในนี้....เอาไว้อ่านเองในอนาคต แล้วก็เผื่อว่าคนใกล้ชิดจะได้เข้ามาอ่านบ้าง  ดูๆแล้วมันก็มีประโยชน์ดี
 
--------------------------------------------------------
จากคนที่ใช้ชื่อว่า อดีตอาจารย์จุฬาฯ
 
ขออนุญาตให้ข้อมูลเรื่องคอเลสเตอรอล (cholesterol) สักนิดนะคะ เพราะกำลังอ่านและรวบรวมข้อมูลด้านนี้อยู่พอดีค่ะ
จากตารางแสดงปริมาณคอเลสเตอรอลในอาหาร จากหนังสือ EFA (essential fatty acids) กรดไขมันจำเป็น (โดยคุณวิสัย วงศ์สายปิ่น และ มี นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล เป็น บก.) หน้า 44 เรียงค่าจากมากไปน้อย ดังนี้ – ตัวเลขในวงเล็บเป็น มิลลิกรัม คอเลสเตอรอล ต่อ 100 กรัม (1 ขีด) อาหาร
กลุ่ม คอเลสเตอรอลสูง - สมองสัตว์ (มากกว่า 2,000) ไข่แดง (1,480) ตับไก่ (746) ไข่ขาว+แดง (504) ตับอ่อน (466) ไต เซ่งจี๊ (375) ไข่ปลา (มากกว่า 300)
กลุ่มคอเลสเตอรอลไม่สูง – หอยนางรม (สูงกว่า 200) เนยแข็ง (90-113) เนื้อปู (101) น้ำมันหมู (95) เนื้อวัวไม่ติดมัน (91) เนื้อหมูไม่ติดมัน (89) เนื้อไก่ (80) หอยแครง (50) ไอศกรีมไขมัน 10% (40)
ในแต่ละวันผู้ใหญ่ไม่ควรบริโภคคอเลสเตอรอลเกินวันละ 200 มิลลิกรัม
คอเลสเตอรอลจะพบในอาหารที่มาจากสัตว์เท่านั้น พืชจะไม่มีการสร้างคอเลสเตอรอล
ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่ารวมคอเลสเตอรอลทุกชนิดทั้ง High-density Lipoprotein (HDL), Low-density Lipoprotein (LDL), Very Low-density Lipoprotein (VLDL) และแต่ละตัวมีความดีและไม่ดีต่างกัน ตัวที่ดี คือ HDL
ความจริงเรื่องไขมันมีปลีกย่อยหลายเรื่อง นอกจากเรื่องคอเลสเตอรอลแล้ว เรายังต้องคอยดูเรื่องของ กรดไขมันอิ่มตัว (saturated fatty acids) ไม่อิ่มตัวจุดเดียว (monounsaturated fatty acids) ไม่อิ่มตัวหลายจุด (polyunsaturated fatty acids) และ trans fatty acids เราควรใช้น้ำมันพืชที่มี กรดไขมันไม่อิ่มตัวจุดเดียวสูง และมีกรดไขมันอิ่มตัวต่ำ
(จาก website ของ Harvard University School of Public Health)
น้ำมันพืชที่ดี เรียงตามลำดับดังนี้
แคโนลา น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันถั่วลิสง
น้ำมันที่แย่ที่สุด คือ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม น้ำมันหมู น้ำมันฝ้าย
น้ำมันมะพร้าวและน้ำมันปาล์ม แย่กว่าน้ำมันหมู นะคะ
ส่วน Trans fats นั้น เกิดจากการเพิ่มไฮโดรเจน (hydrogenation) เข้าไปในน้ำมันพืชเพื่อให้อยู่ในสภาพกึ่งแข็ง (partially hydrogenated oils) เช่น มาร์จริน (margarine) และ เนยเหลวแบบแท่ง
Trans fats นั้นอันตรายยิ่งกว่า ไขมันอิ่มตัวเสียอีก เพราะ เป็นตัวที่เพิ่ม LDL ตัวร้าย และ ลด HDL ตัวดี ในกระแสโลหิต เราจะพบ Trans fats ในพวกขนมเบเกอรี่ (pastry) ต่างๆ
ดิฉันต้องขอเตือนท่านนักทานของทอดด้วยความเป็นห่วง โดยเฉพาะแฟนๆ ของกล้วยแขก ปาท่องโก๋ ปีกไก่ ไก่ทอด เกี๊ยวทอด ลูกชิ้นทอด ทอดมัน และ เฟรนช ฟรายส นะคะว่า นอกจากผู้ขายจะใช้น้ำมันปาล์มซึ่งถูกที่สุดในท้องตลาดแล้ว การทอดที่ใช้น้ำมันซ้ำหลายครั้ง (สังเกตจากสีของน้ำมันที่เข้มขึ้นเรื่อยๆ) ก็จะเป็นการเพิ่มปริมาณของอนุมูลอิสระ (free radicals) ซึ่งเป็นตัวก่อมะเร็งอีกด้วย ถ้าอยากทานของทอดจริงๆ ทำเทมปุระผักที่บ้านเราเอง และใช้น้ำมันครั้งเดียว น่าจะ work กว่า
แฟนของไข่นกกระทาในกระเพาะปลาก็ต้องระวัง อย่าทานให้ถี่และทานไข่มากเกินไป
ดิฉันเคยทานทุกอย่างที่ขวางหน้า จนกระทั่งเมื่อ 2-3 ปีก่อน วันหนึ่งเกิดเสียดหน้าอกแปล๊บๆ ทั้งๆ ที่ไม่อ้วนและอายุไม่มากนัก ดิฉันจึงเลิกทานของทอดทุกชนิด และหันมาระวังเรื่องไขมันมากกว่าเดิมเพื่อป้องกันโรคระบบหลอดเลือด ปัจจุบันไม่เป็นอีกเลย
ดังนั้น ท่านนักทานทั้งหลายกรุณาระวังนิดหนึ่งนะคะ
--------------------------------------------------------
 
 
ไม่รู้ข้อมูลถูกต้องมากแค่ไหน แต่อย่างน้อยก็อ่านไว้เป็นไอเดียแล้วกัน  รายละเอียดแค่นี้ก็พอให้เกิดไอเดีย..ไม่ถึงกับไปขุดตำรามาเปิดอ่าน^^  (อันนั้นอาจจะเยอะไป เด๋วขี้เกียจอ่านกัน)
March 09

Who is the guy?

"เค้าเป็นใคร?"

ฝรั่งผิวหมึกคนนึงถามผมที่ cc club เมื่อวันที่ 1 มีนาคมปีนี้....ผมตอบไปว่าเค้าเป็นดาราดังในเมืองไทย

ผมใช้คำนี้ก็คงไม่ผิดนัก สำหรับผู้ชายคนนี้ "เจ เจตริน"....ผมคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่โดยเฉพาะวัยรุ่น น่าจะรู้จักผู้ชายคนนี้ น่าจะเคยได้ยินเพลงของผู้ชายคนนี้ เคยดูละครที่ผู้ชายคนนี้เล่นเป็นพระเอก (แต่ผมกลับไม่เคยดู  แหะๆ)

เมื่อวันที่ 1 ผมบังเอิญได้มีโอกาสไปถ่ายรูปเค้าคนนี้  จริงๆก็ไม่เชิงบังเอิญซักเท่าไหร่ เพราะน้องที่รู้จักขอให้ไปช่วยถ่ายรูปให้หน่อย เนื่องจากพี่เจจะมาเล่นคอนเสิร์ต(จริงๆก็ไม่ถึงกับคอนเสิร์ตซะทีเดียว...เหมือนเป็นการไปร้องเพลงในร้านผับแหละ)ที่ cc club ใจกลางกรุงลอนดอน  ผมได้มีโอกาสเข้าไปถ่ายรูปคอนเสิร์ตเป็นครั้งแรกในชีวิต แลกกับบัตรฟรีและข้าวหนึ่งมื้อที่คนขอร้องให้ไปถ่ายสัญญาว่าจะเลี้ยง(เลี้ยงไปเรียบร้อยแล้วที่ร้าน Misato ^^)

ถ้าถามว่าผมเป็นคนชอบดูคอนเสิร์ตมั๊ย...อันนี้ก็ตอบยากแฮะ  เพราะส่วนตัวไม่ค่อยชอบที่เสียงดังกับคนเยอะ แต่บางอารมณ์ก็นึกอยากไปเบียดๆกับผู้คนเพื่อแหกปากร้องเพลงซะงั๊น  แต่วันนี้กลับกัน ผมไปดูเจด้วยความรู้สึกงงๆ   ยิ่งไปกว่านั้น ผมไปดูคอนเสิร์ตวันนี้ด้วยตาเพียงข้างเดียว (แถมมองผ่านเลนส์อีกต่างหาก) ส่วนหูก็ฟังไป และปากก็ร้องตาม...จะว่าไปก็ร้องได้ทุกๆเพลง ^^ ความรู้สึกในตอนนั้นคือ คนๆนี้สามารถทำให้คนที่อยู่ตรงนั้นสนุกไปกับเค้าได้ ผมว่าเค้าเก่งนะ เพราะผมรู้ตัวว่าถ้าตัวเองต้องขึ้นไปยืนที่เค้าตรงนั้นในคืนนั้น ผมคงมือไม้เย็นจัดหน้าซีดหูชาปากสั่นเลยทีเดียว....ก็แหม คนเป็นร้องเสียเงินคนละเกือบพันบาทเข้าไปดูเราคนเดียวอะนะ

หลายๆเพลงที่ได้ฟังในคืนนั้นแล้วรู้สึกโดนใจและหวนคิดถึงวันเก่าๆ วันที่เพลงนั้นๆเคยฮิตติดหูคนทั่วบ้านทั่วเมือง....เมื่อก่อนเราฟังเพลงนี้ไปขับรถไปบ้าง ฟังไปอ่านหนังสือเตรียมสอบบ้าง หรือแม้แต่เราเคยอัดเพลงนี้ให้ใครคนหนึ่งเป็นต้น(อันนี้ยกตัวอย่างเฉยๆนะ) เพลงที่ฟังแล้วสะกิดใจที่สุดก็คงเป็นเพลงยามเมื่อลมพัดหวนแหละมั๊ง ฟังแล้วรู้สึก ลอนด๊อนน ลอนดอน ยังไงไม่รู้

วันนั้นกดไปกี่รูปไม่ได้นับ ไม่ใช่เพราะสนุกจนบ้าคลั่งนะ แต่เพราะไม่รู้ว่ารูปไหนมันจะใช้ได้บ้าง เลยกดๆไปก่อน  แสงไฟคืนนั้นไม่เอื้อต่อการถ่ายรูปซะเลย...ให้ตายสิ มีแต่ไฟสีแดงส่องเวทีตลอดเวลา รูปไหนไม่อยากให้แดงก็ยิงเฟลชดื้อๆเลย....ก็กดๆไป เด๋วคนจะใช้รูปเค้าก็ไปคัดๆเอาเองแหละมั๊ง  งานนี้บอกไปแล้วฮะ  ถ่ายไม่เป็นนะคอนเสิร์ต ไม่ได้รูปอย่าโทษกัน เหอๆ


ป.ล. ปิ่นก็ไปด้วยนะขอรับ ดูแล้วไม่น่าเชื่อว่ามีลูกแล้ว......พี่เค้าสวยจริงๆ ^^

February 16

"เหนื่อยใจ แต่ไหวอยู่"

"เหนื่อยใจ แต่ไหวอยู่"....ประโยคนี้เป็นชื่อหนังสือของดีเจอ้อย นภาพร...สุดยอด!!! ของเค้าดีจริงๆ
 
 
เป็นหนังสือที่เพิ่งได้อ่านเล่มล่าสุด และเป็นเล่มที่อ่านแล้วชอบมากๆเล่มนึงเลย ไม่รู้จะพูดถึงหนังสือเล่มนี้ยังไงดี เอาเป็นว่าเป็นหนังสือแนวเล่าเรื่องราวทั่วๆไปในชีวิตประจำวันที่แฝงมุมมองที่ทำให้คิดตามและแอบยิ้ม,หัวเราะไปตามๆกัน  (บางเรื่องก็โดนซะเหลือเกิน)
ใครที่ชอบอ่านหนังสือแบบสบายๆ แนะนำให้ลองหามาอ่านดูนะคร๊าบบบบ อ่านง่ายๆสบายๆ .....แต่ผมอ่านวันเดียวจบเลย ^^'  เสียใจ ทำไมมันน้อยจัง
 
 
ป.ล. ยกตัวอย่างข้อความดีๆในหนังสือซักประโยคละกัน "ต้นไม้พูดไม่ได้แต่แสดงออกได้  คนเราพูดได้แต่บางทีไม่ยอมแสดงออก"
ป.ล.2 ขอบคุณคนที่ส่งมาให้นะจ๊ะ 
February 08

ไม่รู้จริงแท้แค่ไหน...แต่น่าคิด

ไปอ่านเจอมาจากที่หนึ่งใน internet....จริงไม่จริงไม่รู้ แต่อ่านๆไว้หน่อยเป็นความรู้ก็คงไม่เสียหายอะไร
 
 
-----------------------------------------------
วันก่อนได้ยินแว่ว ๆ คำโฆษณาของ ปตท. ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ ว่าเป็นสปอตวิทยุ หรือโทรทัศน์ ได้ยินเสียงโฆษณาคล้าย ๆ กับตั้งเป็นคำถาม ว่า “ มีคนถามว่ากำไรของปตท. กลับคืนไปที่ใคร” อะไรๆ ทำนองนี้แหละครับ ท่านผู้อ่านก็คงได้ยินและคงนึกในใจไม่ต่างกับผมเท่าไรว่า ถามทำไม ก็รู้ ๆ กันอยู่แล้วว่าใครเป็นเจ้าของ คนนั้นก็คือผู้ได้ประโยชน์จากผลกำไรที่เกิดขึ้น
ถ้าถามคำถามกันอย่างนี้ ก่อนหน้า ปตท.เข้า ซื้อ/ขาย ในตลาดหลักทรัพย์ คนไทยทั้งประเทศ คงตอบได้เหมือนกันหมดว่า “ กำไรเป็นของพวกเราครับ!”
ทำไมรัฐบาลออกสปอตโฆษณาแบบนี้ ทำเพื่ออะไร ทำไมไม่พูดความจริง ทุกวันนี้ ผมมีความรู้สึกแปลก ๆ แปลกใจว่าเป็นแฟชั่นไปแล้วหรือ ที่คนเด่นคนดัง ผู้นำประเทศ ตั้งแต่ดาราไปจนถึงนายกรัฐมนตรีกันเลย มองพวกเราประชาชนคนไทย กินแกลบกันหรืออย่างไร
ต้องไปดูกันครับว่า ใครคือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ ปตท.?
กระทรวงการคลังแน่นอน และนอกจากกระทรวงการคลังแล้ว ก็จะเป็นนักลงทุนจากต่างประเทศทั่วโลกครับ แต่เราไม่มีโอกาสที่จะรู้หรอกครับว่าใครคือผู้ได้รับประโยชน์ (Beneficial) ที่แท้จริง เพราะนักลงทุนเหล่านี้มาในรูปแบบของสถาบันบ้าง กองทุนบ้าง หรือแม้แต่กองทุนส่วนตัว (Private fund) ที่ใช้ตัวแทน (Nominee) ตรงนี้แหละครับที่อันตราย เพราะข่าวแว่ว ๆ ว่ามีเศรษฐีในไทยฝากเงินไว้ในต่างประเทศ ในรูปแบบของ Private Banking และขอสิทธิใช้กองทุนลักษณะนี้ ในการซื้อหุ้นราคาก่อนเข้าตลาด ที่เรียกกันว่าไอพีโอ กอบโกยกำไรกันเพลินไปเลย ที่น่าเจ็บใจ ก็คือฝ่ายรัฐบาล ( แกล้งโง่) ยินยอมให้กองทุนลักษณะนี้ ได้สิทธิในการซื้อหุ้นจำนวนมากโดยจัดชั้นว่าเป็นนักลงทุนต่างชาติ
พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าเป็นคนไทยใช้เงินบาทซื้อ ให้สิทธิซื้อทีละไม่เกิน 5,000-10,000 หุ้น แต่ถ้าเงินคนไทยฝากไว้ในต่างประเทศ ในลักษณะที่เรียกว่า Private Banking แล้วตั้งตัวแทน ใช้ชื่อกองทุนหรู ๆ ผ่านสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียง ก็จะได้สิทธิซื้อหุ้นราคาไอพีโอเป็นล้าน ๆ หุ้น
มาดูข้อมูลกันครับ
ฝ่ายไทย เบื้องต้นมีเพียง กระทรวงการคลัง และ สำนักงานประกันสังคมเท่านั้น
ก่อนนำ ปตท. เข้าตลาดกระทรวงการคลังเป็นเจ้าของ 100% วันที่ 10 เมษายน 2545 จำนวนหุ้นลดลงจาก 100% เหลือ 69.28% ขายหุ้นให้นักลงทุนทั้งไทยและเทศ ได้เงินเข้าคลังเพียงประมาณ 30,000 ล้าน (ปัจจุบันราคาหุ้นสูงขึ้น 7 เท่า)
เท่านั้นไม่พอ อยู่ดีๆก็ขายหุ้นเพิ่มอีกครับ วันที่ 22 มีนาคม 2547 เหลือหุ้นในมือเพียง48.55% ขายหุ้นออกไปอีกถึงร้อยละ 17 ราคาหุ้นช่วงนั้น ประมาณ 150 บาทต่อหุ้น ได้เงินเข้าคลังมากหน่อย ป่านนี้รัฐบาล คงใช้ไปหมดแล้ว เพราะเมื่อไม่กี่วันมานี่ก็ขอกู้อีก 80,000 ล้านบาท สำหรับสำนักงานประกันสังคม ซื้อหุ้นไว้เบื้องต้นร้อยละ 0.61 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 ถือหุ้นร้อยละ 0.90 เข้าใจว่า ค่อยๆ สะสมไปเรื่อย ๆ
มีเพียงเท่านี้แหละครับ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ฝ่ายไทยคือ กระทรวงการคลังและสำนักงานประกันสังคมในช่วงแรกๆ
มาภายหลังมีเพิ่มอีก 2 กองทุนที่มาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ฝ่ายไทยได้แก่ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการและกองทุนวายุภักษ์
กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการนั้นเดิมไม่มีชื่อในบัญชีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ครับ เพิ่งจะโผล่มาเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2546 ซื้อไว้ 23,369,500 หุ้น ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 เหลือ 21,220,550 หุ้น ร้อยละ 0.76 ในระหว่างปีก็ซื้อๆ ขายๆ หากำไรไปเรื่อยๆ ละครับ
ส่วนกองทุนรวมวายุภักษ์ ชื่อปรากฏเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2547 ว่าถือหุ้นร้อยละ 15.58 สอดคล้องกับเวลาที่กระทรวงการคลังลดสัดส่วนที่ถือไว้ แสดงว่ากระทรวงการคลังใจดีครับ ขายหุ้นของพวกเราให้กองทุนรวมวายุภักษ์ไป
ฝ่ายไทยที่เห็นๆ อยู่ก็มีเท่านี้แหละครับ รู้ๆ กันอยู่ว่าเป็นใครกันบ้าง ความจริงก็พอจะรับได้ไม่ว่าจะเป็นกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือสำนักงานประกันสังคม เพราะผู้ได้ประโยชน์จะเป็นหมู่ข้าราชการและลูกจ้างทั่วไปๆ 7-8 ล้านคนครับ
มาดูฝ่ายต่างประเทศกันดีกว่า จัดอันดับไว้ดังนี้ครับ
Morgan Stanley & Co., Int’l ร้อยละ 2.36
State Street Bank & Trust Company ร้อยละ 1.29
Chase Nominees Limited 1 ร้อยละ 0.94
HSBC ( Singapore) Nominees Pte.Ltd. ร้อยละ 0.77
The Bank Of New York (Nominees Ltd) ร้อยละ 0.65
ทั้ง 5 นักลงทุนต่างชาติปรากฏชื่อในบัญชี เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2545 แสดงว่าลงทุนตั้งแต่เริ่มต้นครับ ท่านผู้อ่านสังเกตดูชื่อแต่ละรายชื่อซิครับ โดยเฉพาะ รายที่ 3-5 จะมีคำว่า Nominees ตามท้าย เป็นลักษณะถือแทนแบบที่ผมกล่าวไว้ในเบื้องต้น ไม่ทราบถือหุ้นแทนใคร และยังมีกองทุนแบบ Private Banking อีกที่ได้หุ้นราคาไอพีโอ รายละเป็นล้านหุ้น ไม่ต้องมานั่งรอเข้าคิวตั่งแต่เช้ามืดเพื่อขอส่วน แบ่ง 1000 -2000 หุ้น
ถึงวันนี้มูลค่าการลงทุนของทั้ง 5 รายจำนวนทั้งสิ้น 168,327,769 หุ้น มีมูลค่าเพิ่มโดยเฉลี่ยประมาณหุ้นละ 200 บาท คิดคร่าวๆ ถ้าขายวันนี้ได้กำไรสามหมื่นล้านบาทเศษ ไม่ต้องเสียภาษีแม้แต่บาทเดียว แบบนี้ไม่รักรัฐบาลคุณทักษิณ แล้วจะไปรักใคร!
ไม่ใช่มีเพียงเท่านี้ เพราะถึงวันนี้ได้มีนักลงทุนจากต่างประเทศอีกหลายราย เป็นลักษณะตัวแทนเกือบทั้งหมด เข้ามาซื้อหุ้นจากนักลงทุนรายย่อยเป็นจำนวนมาก
ผมสงสารนักลงทุนรายย่อยทั้งหลาย โดยเฉพาะประเภทที่ไปรอคิวขอส่วนแบ่ง 1,000 - 2,000 หุ้น ต้นทุน 35 บาท พอขึ้นไป 50-60 หรือ 100 บาทต่อหุ้นก็ขายเรียบ ดีใจเพราะคิดว่าได้กำไรมากพอแล้ว จะมีสักกี่คนกันที่มีปัญญา มีเงินเหลือเพียงพอที่จะเก็บหุ้นไว้ได้นานๆ
ลองมาดูชื่อกองทุนรายใหญ่ๆที่เข้ามาซื้อ กันครับ
1. Nortrust Nominees Ltd. ถือหุ้น 0.61% เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2546 และเพิ่มเป็น 0.96% เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2548
2. HSBC Bank Pcl – Clients General A/C ถือร้อยละ 0.72% เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2547 และเพิ่มเป็น 0.75% เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2548
( 1% ประมาณ 30 , 000,000 หุ้น)
นอกจากนี้แล้วยังมีรายชื่อกองทุนต่างชาติอีกเป็นจำนวนมาก ที่อาจไม่นับเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่
ผมเพียงต้องการชี้ให้เห็นว่า เวลานำหุ้นของรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ คนไทยทั่วๆ ไป ไม่ได้เป็นเจ้าของที่แท้จริงอีกแล้ว มีเพียงกลุ่มเศรษฐีไม่กี่ราย
ความจริงแล้วทั้งหมดที่กล่าวมานี้ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติพิสดารตรงไหน ถ้า ปตท. เป็นเพียงบริษัทของเอกชนทั่วๆ ไป ที่เจ็บใจและช้ำใจอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะเหตุผลอย่างนี้ครับ
1. ปตท. ดำเนินธุรกิจหลักคือ ก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน วัตถุดิบทั้งสองอย่าง ค้นพบบนผืนแผ่นดินไทย เป็นทรัพยากรของชาติ คนไทยทุกคนเป็นเจ้าของ พวกเรามอบให้รัฐบาล (ปตท.) นำทรัพยากรเหล่านี้ไปหาผลประโยชน์ และนำกำไรที่ได้ส่งเข้าคลัง รัฐบาลคุณทักษิณนำ ปตท. เข้าตลาด ขายหุ้นให้ต่างชาติ หวังเพียงให้มูลค่าตลาดสูงขึ้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าทำเพื่อใคร
2. รัฐบาลฉลาดน้อย จะขายหุ้นทั้งทีไม่รอจังหวะช่วงตลาดบูม ( การกำหนดราคาไอพีโอจะคำนึงถึงสภาพตลาดโดยร่วมในช่วงเวลานั้นๆด้วย ) ตั้งราคาไอพีโอต่ำ ทำให้ได้เงินเข้าคลังเพียงน้อยนิด แกล้งโง่หรือเปล่า ทำให้นักลงทุนจากต่างประเทศ (รวมทั้งฝรั่งหัวดำ) ได้กำไรจากงานมหกรรม ปตท. เป็น หมื่นๆล้านบาท
รัฐบาลไม่รู้จักเรียนรู้จากความผิดพลาดเดิมๆ อีกหรือถึงจะเร่งรัดนำหุ้นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเข้าตลาดช่วงตลาดซึมอีกครั้ง เมื่อไหร่ถึงจะรู้จักพอกันเสียที
3. ตั้งแต่นำหุ้นของ ปตท.เข้าตลาดจนถึงวันนี้ ปตท. เคยมีกำไรในปี 2544 2,953 ล้านบาท ปี 2548 ปตท. กำไรเพิ่มเป็น 68,372 ล้านบาท
อย่าบอกนะว่าถ้าไม่เข้าตลาดก็ไม่มีกำไรขนาดนี้
รายได้หลักของปตท.คือ ธุรกิจผลิตภัณฑ์ ก๊าซ ร้อย ละ 28 และผลิตภัณฑ์น้ำมัน ร้อยละ 66 แต่ถ้าดูผลกำไรของปตท.ว่าทำไมถึงกำไรมากมายขนาดนั้น ( ปี 2547 กำไร 72,000 ล้านบาท ) จะพบว่า ปตท. ได้กำไรจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติสูงถึงร้อยละ 92.0
ก๊าซธรรมชาติได้มาจากไหนครับ ปตท. ซื้อจากผู้ที่ได้รับสัมปทานจากรัฐ มีแหล่งขุดเจาะเต็มไปหมดในอ่าวไทย ซื้อแล้วก็ขายต่อให้ผู้ผลิตกระแสไฟฟ้า ทั้ง กฟผ. และภาคเอกชน บางส่วนก็นำไปแยกเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบเหล่านี้เป็นสมบัติของคนไทยทุกคน
จะนำหุ้นเข้าตลาดหรือไม่ ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันดิบก็มีเท่าเดิม สายส่ง ( ท่อ ) ที่วางอยู่บนดินและในทะเล และประชาชนคนไทยยินยอมให้ใช้ที่ดินในการวางท่อได้ ก็มีเหมือนเดิม
ผู้บริหาร ปตท. ตั้งแต่ระดับบนจนถึงล่างสุดก็เดิมๆ คนไทยทั้งสิ้น ไม่มีฝรั่งหัวขาวที่ไหนโผล่มาให้เห็น ฝีมือคนไทยทั้งนั้นล่ะครับ กำไรที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับนใยบายของคุณทักษิณในการนำปตท.เข้าตลาดแต่อย่างไร
ถ้าประเทศไทยฐานะทางการคลังย่ำแย่ บรรยากาศอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง และปตท.ต้องใช้เงินลงทุนมาก ต้องการประหยัด หาแหล่งเงินที่ไม่มีดอกเบี้ย ก็อาจพอรับฟังได้บ้าง แต่นี่ก็ไม่ใช่
ท่านผู้อ่านครับ ทรัพย์สินถาวรของปตท.คือ ส่วนสำรองที่พิสูจน์แล้วของก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบ เฉพาะในประเทศ คิดเป็นประมาณเทียบเท่าน้ำมันดิบถึง 645 ล้านบาร์เรล มูลค่าวันนี้ บาร์เรลละ 60 เหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทยเบ็ดเสร็จประมาณ 1.48 ล้านล้านบาท เราเคยเป็นเจ้าของทั้งหมด ฝีมือคุณทักษิณ วันนี้ เราเป็นเจ้าของไม่ถึงครึ่ง
-----------------------------------------------
 
Temp  
Photo 1 of 1
No list items have been added yet.